เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยของการหมดประจำเดือนแล้ว หรือในช่วงอายุตั้งแต่ 45 – 55 ปี หลาย ๆ ท่านจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของผิว ทั้งผิวแห้งกร้าน ผิวขาดน้ำ หรือเกิดรอยฟกช้ำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แถมยังมีความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดจากการแปรปรวนของฮอร์โมนอีกด้วย โดยเรื่องของสิวจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน แต่หลายท่านอาจจะเคยได้ยินมาว่า การเป็นสิวจะเป็นได้เฉพาะวัยรุ่นอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อคุณอยู่ในวัยหมดประจำเดือนแล้ว คงจะหมดกังวลในเรื่องของสิวอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นหากใครอยู่ในวัยหมดประจำเดือนแต่ยังเป็นสิว มาดูกันเลยว่าเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง
ทำไมอยู่ในวัยหมดประจำเดือน แล้วยังเป็นสิว?
1. ความแปรปรวนของฮอร์โมน: โดยปกติแล้วสิวจะสามารถพบได้บ่อยในวัยรุ่น เพราะจะเป็นวัยที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่านเลยทีเดียว แต่สำหรับวัยหมดประจำเดือนแล้วเกิดสิว จะเกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัยด้วยกัน โดยเฉพาะในเรื่องของความไม่สมดุลของระดับฮอร์โมนแอนโดรเจน หรือฮอร์โมนเพศชายที่ส่งผลการแสดงลักษณะทางกายภาพของเพศชาย มากกว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนที่จะทำหน้าที่ควบคุมระบบสืบพันธุ์ในเพศหญิง ดังนั้นในส่วนนี้ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนจะมีการผลิตน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าจนอุดตันรูขุมขน จนทำให้เกิดการอักเสบหรือเป็นสิวได้
2. ความเครียด: ความเครียดจะทำให้เกิดฮอร์โมนความเครียด หรือฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่มาจากต่อมอะดรีมอล และสร้างความแปรปรวนทางฮอร์โมนได้ ดังนั้นในส่วนนี้จะเป็นการกระตุ้นการเกิดไขมันส่วนเกินบนใบหน้าและแผ่นหลังมากยิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสเป็นสิวอุดตันในรูขุมขนได้
3. การพักผ่อนไม่เพียงพอ: ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอคือสวรรค์ของวัยทำงานเลยก็ว่าได้ และยิ่งคุณเป็นวัยที่หมดประจำเดือนแล้ว จะพักผ่อนที่ไม่เพียงพอต่อร่างกายจะหมายถึง การปรับสมดุลของฮอร์โมนในการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอควรนอนอย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมงด้วยกัน เพราะฉะนั้นในกรณีนี้เองจะเป็นบ่อเกิดปัญหาสิวได้ง่ายกว่าเดิม
และนอกจากนี้ยังมีสาเหตุต่าง ๆ ของการเกิดสิวในวัยหมดประจำเดือนอีกมากมาย อย่างเช่น สาเหตุมาจากเครื่องสำอางที่คุณผู้หญิงใช้อยู่เป็นประจำ หรือความไม่สะอาดของใบหน้าก็สามารถเกิดสิวได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งสาเหตุของการเกิดสิวต่าง ๆ เหล่านี้ จะเป็นสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ด้วยตนเอง และหากใครที่มีอาการสิวที่รุนแรง จะสามารถตรวจสุขภาพเพื่อหาความผิดปกติของฮอร์โมน เพื่อที่จะเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีได้อีกด้วย
